นับคะแนนแบบแรลลี่พอยท์
นับคะแนนแบบแรลลี่พอยท์

 

ระบบการนับคะแนนแบบแรลลี่พอยท์

 

     การเล่นแบบแรลลี่พอยท์เป็นการเปลี่ยนกติกาการนับคะแนนแบบใหม่ เพื่อให้เกมการเล่นตื่นเต้นเร้าใจตลอดเวลาทั้งผู้เล่นและผู้ชม เพราะเกมจะรวดเร็วและดุเดือดมากขึ้นนักกีฬาจะต้องมีการเตรียมตัวมาเป็นอย่างดีมีการเล่นที่แน่นอน และมีความระมัดระวังตลอดเวลาเพราะทุก ๆ การตีลูก การส่งลูกมีความหมายและมีโอกาสได้คะแนนหรือเสียคะแนนทุกขณะ วิธีการนับคะแนนแบบนี้จะมีความใกล้เคียงกับกีฬาเทเบิลเทนนิสและบาสเกตบอลกล่าวคือนับทุกคะแนนไม่ว่าฝ่ายส่งหรือฝ่ายรับจะทําคะแนนได้โดยกําหนดว่าฝ่ายใดทําคะแนนได้ถึง 21 คะแนนก่อนจะเป็นฝ่ายชนะในเกมนั้น และจะต้องชนะ 2 ใน 3 เกม แต่หากมีคะแนน 20 เท่ากัน ผู้ชนะจะต้องมีคะแนนนํา 2 คะแนน เช่น การแข่งขันประเภทชายเดี่ยวระหว่างชายกับหนุ่ม ชายทําได้คะแนน 21 ส่วนหนุ่มทําได้คะแนน 20 ชายจะต้องทําให้ได้อีก 1 คะแนน เป็น 22 คะแนน จึงจะเป็นฝ่ายชนะแต่ถ้าขณะที่ชายนํามาเป็น 21 คะแนน แล้วหนุ่มตามมาเป็น 21 เท่า ชายก็จะต้องทําต่ออีก 2 คะแนน จึงจะสามารถชนะได้หากยังไม่มีฝ่ายใดทําคะแนนนําอีกฝ่ายหนึ่ง 2 คะแนน ถ้ามีคะแนน 29 เท่ากัน ฝ่ายใดทําคะแนนถึง 30 คะแนนก่อนจะเป็นฝ่ายชนะ ซึ่งการกําหนดการนับคะแนนนี้จะเหมือนกันทุกรุ่น ทุกเพศและทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นประเภทเดี่ยว หรือประเภทคู่


ตําแหน่งการส่งและการรับลูก
     ประเภทเดี่ยว ไม่มีความแตกต่างจากกติกาเดิม คือ หลังจากเสี่ยงสิทธิ์ผู้ชนะการเสี่ยงสิทธิ์ได้เลือกเป็นฝ่ายส่งจะยืนส่งที่สนามส่งลูกด้านขวา ส่วนผู้รับก็จะยืนทแยงมุมรับลูกในสนามด้านขวาของตนเช่นกัน หลังจากนั้นจะยึดหลักการส่งที่สนามตามคะแนนของฝ่ายตน คือ หากฝ่ายส่งได้คะแนนเป็นเลขคู่ให้ยืนส่งที่สนามส่งลูกด้านขวา หากคะแนนเป็นเลขคี่ให้ยืนส่งที่สนามส่งลูกด้านซ้าย ส่วนคนรับก็ต้องยืนรับทแยงมุมตรงข้ามกับฝ่ายส่งการนับคะแนนจะนับทุก ๆ คะแนนที่มีการเสียเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายส่งหรือฝ่ายรับ หากฝ่ายส่งทําเสียฝ่ายรับจะได้ 1 คะแนน ฝ่ายส่งก็จะเสียสิทธิ์การส่งไปให้ฝ่ายรับ หากฝ่ายรับทําเสียฝ่ายส่งก็จะได้ 1 คะแนน และเปลี่ยนสนามส่งสลับกันไปเมื่อทําคะแนนได้ต่อไปเรื่อย ๆ
     ประเภทคู่ จะยึดหลักเดียวกับประเภทเดี่ยว โดยนับว่าผู้เล่นและคู่ขาเป็นหนึ่งเดียวดังนั้น การส่งแต่ละครั้งจะส่งได้เพียงคนเดียวและจะได้ส่งจนกว่าจะเสียสิทธิ์การส่ง หากคะแนนของฝ่ายส่งเป็นเลขคู่ให้ยืนส่งที่สนามส่งลูกด้านขวา แต่ถ้าคะแนนเป็นเลขคี่ให้ยืนส่งที่สนามส่งลูกด้านซ้าย ลําดับการส่งสลับกันไปตามลําดับ ตัวอย่างเช่น ก คู่กับ ข และคคู่กับ ง โดยให้กยืนอยู่สนามส่งลูกด้านขวาและมีสิทธิ์ส่งก่อนส่วน ค เป็นผู้รับคนแรกโดยจะต้องส่งตามลําดับนี้ไปเรื่อย ๆ คือ


ลําดับที่ 1 ผู้ส่งคนแรก ( ก )
ลําดับที่ 2 คู่ขาของผู้รับคนแรก ( ง )
ลําดับที่ 3 คู่ขาของผู้ส่งคนแรก ( ข )
ลําดับที่ 4 ผู้รับคนแรก ( ค )


     หากในการเริ่มเล่น ถ้า ก เป็นผู้ส่งก่อน จะส่งลูกให้กับ ค หากฝ่ายส่งลูกคือฝ่าย ก ได้ 1 คะแนน ก จะยืนส่งที่สนามส่งลูกด้านซ้าย ส่งไปให้ ง เนื่องจากฝ่าย ก และ ข ได้คะแนนเป็นเลขคี่โดยฝ่ายที่ได้คะแนนจากการเล่นที่ตนเป็นฝ่ายส่งเท่านั้น จึงจะเปลี่ยนสนามส่ง หากฝ่าย ก ทําเสีย ฝ่าย ค และ ง จะได้ 1 คะแนน และมีสิทธิ์ส่งแต่ไม่ต้องเปลี่ยนสนาม โดย ง ก็จะได้เป็นผู้มีสิทธิ์ส่ง เนื่องจากคะแนนเป็นเลขคู่และเป็นผู้ส่งลําดับที่ 2 จะต้องส่งลูกที่สนามส่งลูกด้านซ้ายให้ ก เป็นผู้รับ ต่อไปถ้าฝ่าย ก และ ข ได้คะแนนเป็น 2 - 1 ฝ่าย ก และ ข ก็จะมีสิทธิ์ส่ง โดย ข ซึ่งเป็นลําดับที่ 3 จะได้ส่งที่สนามส่งลูกด้านขวา เพราะคะแนนฝ่าย ก และ ข เป็นเลขคู่ ( 2 คะแนน ) โดยไม่ต้องเปลี่ยนสนามหากฝ่าย ค และ ง ได้ 1 คะแนน เป็น 2 เท่าก็จะเปลี่ยนส่งมาให้ ค ซึ่งเป็นผู้ส่งลําดับที่ 4 ส่งในสนามส่งลูกด้านขวา เพราะคะแนนที่ได้เป็นเลขคู่โดยไม่ต้องเปลี่ยนสนามเช่นกัน ลําดับจะต้องเป็นเช่นนี้ตลอดไปตามแผนผังด้านล่าง ( แต่หากมีการผิดลําดับมือ หรือยืนในสนามส่งลูกผิด หลังจากการส่งลูกไปแล้วจะไม่มีการแก้ไขความผิดนั้น ให้เล่นต่อไปโดยไม่มีการเปลี่ยนลําดับหรือสนามส่งลูกใหม่)

 

     การแข่งขันประเภทคู่ระหว่าง ก และ ข แข่งขันกับ ค และ ง ก เป็นฝ่ายส่งลูก ค เป็นฝ่ายรับลูกก่อน

การแขงขันประเภทคู
การแข่งขันประเภทคู่

 

     นอกจากการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของการนับคะแนนแล้ว การพักก็เปลี่ยนแปลงไป เมื่อผู้เล่นฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดทําคะแนนได้ถึง 11 คะแนน จะมีการพัก 60 วินาทีในช่วงแรกพักผู้ฝึกสอนที่นั่งด้านหลังสนามจะสามารถเข้ามาสอนได้ที่ข้างสนาม และให้ออกจากข้างสนามเมื่อกรรมการผู้ตัดสินขาน 20 วินาทีและจะอนุญาตให้ผู้เล่นดื่มน้ำและเช็ดเหงื่อได้เฉพาะช่วงนี้เช่นกัน (จะไม่อนุญาตให้ดื่มน้ำในช่วงระหว่างแข่งขัน) แต่ถ้าขอไปเช็ดมือจะพิจารณาอนุญาตแต่ก็ต้องปฏิบัติอย่างรวดเร็วเมื่อจบเกมแต่ละเกมจะอนุญาตให้พัก 2 นาทีแม้ว่าจะเสมอกันคนละเกมก็พักได้ 2 นาทีเท่านั้น ในระหว่างเกมที่ 2 และเกมที่ 3 กล่าวคือยกเลิกการพัก 5 นาทีแต่เพิ่มการพัก 2 นาทีระหว่างเกมทุกเกม โดยในระหว่างการพักนี้ผู้ฝึกสอนก็จะเข้ามาสอนได้แต่หลังจากนักกีฬาเปลี่ยนข้างแล้ว เมื่อกรรมการผู้ตัดสินประกาศ "สนาม...20 วินาที" ผู้ฝึกสอนจะต้องเดินกลับไปนั่งด้านหลังสนามที่เปลี่ยนข้างเช่นเดียวกับนักกีฬาและให้ใช้หลักนี้ปฏิบัติเช่นเดียวกันในการเล่นเกมที่ 3 (ถ้ามี) เมื่อผู้เล่นฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดทําคะแนนได้ถึง 11 คะแนน แต่ถ้าผู้เล่นลืมเปลี่ยนข้างเมื่อพบความผิดให้เปลี่ยนข้างทันทีเมื่อลูกไม่อยู่ในการเล่น และนับคะแนนต่อจากคะแนนที่ได้ในขณะนั้น

 

การแสดงอารมณ์ในสนามของผู้เล่น
     กรรมการเทคนิคโดยเฉพาะกรรมการผู้ตัดสินต้องระลึกเสมอว่าผู้เล่นมีสิทธิ์ที่จะแสดงอารมณ์ในสนามแข่งขันได้ การอนุญาตให้ผู้เล่นแสดงอารมณ์ออกมาเป็นการดีที่จะช่วยดึงดูดความสนใจของผู้ชม อีกทั้งทําให้เกมการแข่งขันตื่นเต้นเร้าใจมากขึ้น แต่เป็นหน้าที่ของกรรมการผู้ตัดสินที่จะต้องประเมินสถานการณ์และใช้วิจารณญาณที่ดีในบางครั้งจําเป็นต้องพูดคุยกับผู้เล่นก่อนเริ่มการแข่งขัน

 

ตําแหน่งการนั่งและการเข้ามาสอนของผู้ฝึกสอน
     ตําแหน่งของเก้าอี้ของผู้ฝึกสอนจะอยู่ด้านหลังของสนามทั้งสองข้างผู้ฝึกสอนจะนั่งด้านหลังของสนามในฝั่งของผู้เล่นของตน และจะต้องย้ายตามผู้เล่นเมื่อจบเกมแต่ละเกมหรือเปลี่ยนข้างในเกมที่ 3 ส่วนการสอนหากเป็นระบบการนับคะแนนแบบ Rally Point ผู้ฝึกสอนจะสอนได้ที่ข้างสนาม ขณะการพักระหว่างเกมที่คะแนน 11 คะแนน จะพักได้ 60 วินาทีและเมื่อจบเกมแต่ละเกม จะพักได้ 2 นาทีเมื่อกรรมการผู้ตัดสินขาน 20 วินาทีจะต้องบกลับไปนั่งที่เก้าอี้ที่จัดไว้ให้ด้านหลัง

 

การขออนุญาตขณะแข่งขัน
- การขอเปลี่ยนลูก จะต้องขออนุญาตจากกรรมการผู้ตัดสิน ซึ่งจะวินิจฉัยโดยดูสภาพของลูกขนไก่
- การดื่มน้ำ จะอนุญาตขณะการพักเท่านั้น ส่วนการขอเช็ดมือขึ้นอยู่กับความจําเป็นและหากกรรมการอนุญาตจะต้องออกมาเช็ดและกลับเข้าสู่สนามอย่างรวดเร็วการเช็ดพื้นสนามจะมีการเช็ดพื้นทุกครั้งที่มีการพัก

 

 

 อ้างอิงจาก : กรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ศึกษา : กติกาแบดมินตัน เพิ่มเติม

 

 

ข่าวประชาสัมพันธ์สนาม

ข่าวประชาสัมพันธ์สนาม

คำศัพท์กีฬา